ปัญหาของผู้ใช้ Blog ที่ใหญ่ที่สุดคือ โดนก็อปปี้ Tongue out ครับ แต่ที่เจ็บใจกว่านั้นคือ โดนก็อปปี้แล้วเอามาหาว่าเราต่างหากที่ก็อปปี้เค้า เจออย่างนี้เข้าก็จุกครับ พูดไม่ออกเลยทีเดียว เราก็ไม่รู้จะทำยังไงเพื่อไปยืนยันเค้า ทั้งพยายามหาจุดจับผิด, หาวันที่ในการเผยแพร่มายืนยัน ก็ยังไม่หนักแน่นพอ บางทีฝั่งนู้นมีพวกมากกว่าเรา เราก็กลายเป็นฝ่ายผิดซะงั้น ใครที่เจอแบบนี้ไป บางคนเสียความรู้สึก และก็เลิกเขียน Blog ไปเลยก็มี
 
แต่พอดีมีระบบใหม่ http://www.piecess.com ที่ทำหน้าที่ไว้รับลงทะเบียนเนื้อหาบนอินเตอร์เน็ตครับ และก็มีภาษาไทยด้วย
 
การใช้งานก็ไม่ยากครับ
  1. ไปลงทะเบียนไว้
  2. เอา Code มาแปะที่ Blog ของเรา
  3. เข้าไปเซ็นในเนื้อหาของเรา (เลือก License ได้)
 
เท่านี้ Blog ของเราก็จะมีรูปลายเซ็นที่ถูกยืนยันโดย Piecess.com ที่เป็นคนกลางในเรื่องนี้ ดังรูปด้านล่างของ Entry นี้ครับ
 
ซึ่งก็ทำให้คนอื่นเชื่อมั่นได้ว่าเราได้เผยแพร่เนื้อหานี้ในวันที่เซ็นจริงๆ โดยบริการที่เป็นคนกลางในเรื่องนี้ นอกจากนี้เรายังไปตามดูการถูกคัดลอกไปใช้ได้อีกด้วยครับ ตอนนี้เปิดให้ทดลองใช้งานฟรี และเปิดรับข้อเสนอแนะใหม่ๆ
  

edit @ 1 Jan 2012 20:05:29 by Lighting Sun

edit @ 2 Jan 2012 01:03:57 by Lighting Sun

ม่รู้ว่าทุกคนเคยได้ยินมาหรือไม่ว่าที่สุดของดาบคือ ดาบซามูไรญี่ปุ่น หรือ Katana ซึ่งมีต้นกำเนิดอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น มีประวัติยาวนานมาตั้งแต่ก่อนศตวรรษที่ 14 ในปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าดาบซามูไรญี่ปุ่นเป็นอาวุธ ที่สมบูรณ์แบบที่สุด (ในสมัยก่อน)

ดาบซามูไรญี่ปุ่นเป็นดาบที่คม แข็งแรง และยืดหยุ่นไปในตัว ความคมของดาบสามารถตัดร่างของมนุษย์ออกเป็นสองท่อน หรือตัดเส้นผมที่อ่อนนุ่มเพียง 1 เส้น นอกจากนี้ดาบซามูไรญี่ปุ่นยังสามารถตัดวัตถุแข็งๆได้ โดยที่ดาบไม่หัก ไม่แม้กระทั่งบิ่นด้วย ในสงครามถ้าผู้ใช้ดาบมีความเชี่ยวชาญ ดาบซามูไรญี่ปุ่นเพียงเล่มเดียวสามารถสังหารคนได้มากกว่า 1,000 คน โดยที่ไม่หัก ถ้าผู้ใช้โดนฟันตายก่อน

ด้วยวิธีการตีดาบขึ้นมาที่ซับซ้อน และต้องใช้ความอดทนอย่างเหลือเชื่อ ดาบจะถูกตี่ขึ้นมาจากผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ซึ่งการตีดาบนั้นสืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น จากพ่อสู่ลูก จากอาจารย์สู่ลูกศิษย์ จึงเป็นอาวุธที่เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณและประเพณี มีพิธีการมากมายในการตีดาบ และการส่งมอบดาบ

การตีดาบซามูไรญี่ปุ่น

ดาบนี้มีต้นกำเนิดจาก เหล็ก ไฟ และ น้ำ บวกกับ ค้อน ของช่างตีดาบด้วย กระบวนการทำดาบทั้งหมดใช้เวลาถึง 3 เดือน!


ซาดาอิจิ กัสสัน (Sadaeji Gassan) ช่างตีดาบที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่ง กัสสันเป็นตระกูลช่างตีดาบที่ตกทอดมากว่า 700 ปี

  • โดยช่างตีดาบจะหลอมโลหะเหล็กหลายชิ้นเข้าด้วยกันเป็นก้อนสี่เหลี่ยม และทำการทุบด้วยค้อน และทำการพับก้อนเหล็กก้อนนั้น จนเป็นเหมือนก้อนสี่เหลี่ยมอีกครั้งแล้วทำให้เย็นด้วยน้ำ จากนั้นก็นำเข้าเตาหลอมและตีซ้ำและพับอีกครั้ง ช่างตีดาบจะทำเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความลับของดาบอยู่ที่ตรงนี้ครับ ทุกครั้งที่เหล็กถูกพับและตีจะสร้างชั้นของโลหะขึ้นมา เหมือนที่เราพับกระดาษนั่นแหละครับ ช่างตีดาบจะพับทั้งหมด 22 ครั้ง ซึ่งทำให้เกิดชั้นโลหะทั้งหมด 222 = 4,194,304 ชั้น! ชั้นโลหะเหล่านี้แหละครับคือความลับ ของความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่น ในคราวเดียวกันนั่นเอง
  • และพอตีโลหะได้ดังนั้นแล้ว จากนั้นก็จะมีการนำเหล็กที่แข็งกว่าตีแทรกเข้าไปเพื่อให้เป็นแกนกลางของดาบอีกชั้นหนึ่ง เสร็จแล้วจึงตีให้ขึ้นรูปเป็นรูปดาบ
  • พอเป็นรูปดาบแล้วก็นำไปแช่น้ำเย็น ถ้าดาบตีขึ้นมาไม่ดี ตอนนี้ดาบจะเปราะ และหักได้ง่าย แต่ถ้าตีขึ้นมาได้สำเร็จ ดาบจะไม่แตกหรือหัก แน่นอนครับว่าดาบที่ตีขึ้นมาด้วยวิธีการนี้แทบจะไม่สามารถหักได้ด้วยแรงคนเลย
  • จากนั้นก็จะเป็นวิธีการที่ละเอียดอ่อนคือการลับดาบ และขัดเงา ลวดลายบนดาบที่เป็นรูปคลื่นก็เกิดจากขั้นตอนนี้แหละครับ โดยช่างลับดาบจะใช้ดินเผาทาดาบเป็นรูปคลื่นเพื่อป้องกันไม่ให้ดาบเสียหายเวลาที่ถูกลับ ซึ่งขั้นตอนนี้ละเอียดอ่อนมาก การลับดาบต้องทำด้วยมือเปล่า ส่วนการขัดขั้นสุดท้ายใช้นิ้วเปล่าๆ ของคน

ดูแล้วน่าทึ่งไหมหล่ะครับ ส่วนนี้เป็นส่วนที่น่าชื่นชมของคนญี่ปุ่นมากครับ เค้ามีการสืบทอดเอาวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ไว้ในจิตวิญญาณ ผู้ที่สืบทอดวิชาดาบ และการตีดาบ ก็ยังมีอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยที่ไม่มีใครมองว่าตกยุคตกสมัยเลย

 

edit @ 30 Dec 2011 12:28:24 by Lighting Sun

พอดีมีน้องคนนึงถามว่า พี่ช่วยอธิบายว่า จำนวนตรรกยะ กับจำนวนอตรรกยะ ให้ฟังหน่อย ก็อธิบายให้น้องเค้าฟังแบบคร่าวๆ มีการถามตอบกันบ้าง คิดว่าน้องเค้าเข้าใจได้ดีเลยทีเดียวและบอกผมว่า พี่ไม่เอาไปลงใน Blog อ่ะ เผื่อจะกลับมาอ่านอีกที ก็เลยจะลองเขียนลง Blog ดูหน่อย เผื่อจะมีประโยชน์กับน้องๆ ประถมหรือว่ามัธยมด้วยครับ

จำนวนตรรกยะ หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Rational Number ถ้าแปลตามตัวก็แปลว่า จำนวนที่สมเหตุสมผล, จำนวนที่เข้าใจได้ อะไรประมาณนี้ คำว่า Rational ก็ถูกนำไปใช้เยอะเหมือนกันครับ เช่น วิชาเศรษฐศาสตร์ก็มาจากพื้นฐานของคำว่า Human is rational หรือว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุผลในการเลือกและทำสิ่งต่างๆ (หนังสือบางเล่มใช้แปลว่า มนุษย์เป็นสัตว์ช่างเลือกแทน) ส่วนจำนวนอตรรกยะ ก็มาจาก Irraional Number ที่มาจาก Not rational หรือไม่สมเหตุสมผลนั่นเอง แล้วมันไม่สมเหตุสมผลยังไงก็ลองมาดูกันครับ

จำนวนตรรกยะ

จำนวนตรรกยะคือจำนวนที่เขียนในรูปของเศษส่วนได้ เช่น 1/2, 2/3, 1/3, 50/49, 1, -1, 0 เราใช้มันในชีวิตประจำวัน และรู้และเข้าใจได้อย่างชัดเจน กรณีนี้ครอบคลุมถืง เลขที่ประกอบด้วยจุดทศนิยมซ้ำด้วยเช่น 3.33333... เท่ากับ 10/3 หรือ 0.142857142857142857142857142857... เท่ากับ 1/7 (เลขที่มีทศนิยมซ้ำทุกตัวสามารถนำมาเขียนเป็นรูปเศษส่วนได้) ซึ่งดูๆ แล้วมันก็ดูสมเหตุสมผลและก็เข้าใจได้ไม่ยาก ถ้าเราเอาไม้บรรทัดมาวางไว้ เราจะบอกได้ว่าจำนวนตรรกยะ อยู่ตรงไหนของไม้บรรทัดได้ เช่น 1/3 เราก็เอาความยาวมาจำนวนหนึ่งและแบ่งเป็นสามส่วนเท่าๆ กัน จำนวน 1/3 ก็จะอยู่ตรงส่วนแรกเราแบ่งไว้ ส่วนจำนวน 2/3 ก็จะอยู่ตรงส่วนที่สองที่เราแบ่งไว้

จำนวนอตรรกยะ 

คือจำนวนที่ไม่สามารถเขียนอยู่ในรูปของเศษส่วน นั่นเอง ประวัติของมันคือ สมัยก่อนมีการแบ่ง วัดขนาด สร้างสิ่งต่างๆ ด้วยคณิตศาสตร์มาเสมอมา ก็มีการคำนวนด้วยเลขเศษส่วนเรื่อยมา แต่นักคิด และนักวิทยาศาสตร์ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้นหน่ะครับ เมื่อพบตัวเลข รากที่สองของสอง เป็นจำนวนอตรรกยะตัวแรก ซึ่งมาจาก สูตรหา ด้านที่สาม ของสามเหลี่ยมมุมฉาก c2 = a2 + b2 ซึ่งถ้าเราแทนค่าด้วย 1 ทั้งสองด้าน ด้านที่สามจะยาวเป็น รากที่สองของสอง ( _/2 )

ถ้าสามเหลี่ยมมุมฉากอันหนึ่งด้าน a และ ด้าน b ยาว 1 cm ด้าน c จะยาวเท่ากับรากที่สองของสอง cm หรือประมาณ 1.414 cm ที่ต้องบอกว่าประมาณเพราะว่าไม่รู้่ว่ามันยาวเท่าไหนกันแน่

ทำไมหล่ะ?

เพราะว่าถ้านำ รากที่สอง มาเขียนจริงๆ จะพบว่าไม่ได้ลงเอยที่ทศนิยมซ้ำ รากที่สอง ที่เครื่องคิดเลขคำนวนได้ 1.4142135623 และถ้าใช้เครื่องคิดเลขในคอมฯ จะคำนวนได้ 1.4142135623730950488016887242097 ถ้าผมมีเครื่องคิดเลขที่ประสิทธิภาพสูงกว่านี้ก็จะได้คำนวนได้ตัวเลขที่ยาวกว่านี้ แต่ไม่ว่าใช้เครื่องคิดเลขที่มีประสิทธิภาพขนาดได้ก็จะไม่มีวันได้พบจุดลงเอยเป็นทศนิยมซ้ำ แน่นอนว่า รากที่สอง ไม่สามารถเขียนเป็นเศษส่วนได้ มันอาจจะประมาณ 7/5 แต่ก็ไม่ใช่ค่าจริงๆ ของมัน

แน่นอนว่าถ้าหาตำแหน่งที่แท้จริงของมันบนไม้บรรทัดก็คงจะปวดหัวน่าดู ลองคิดดูว่า คุณอยากรู้ว่าตำแหน่งของ รากที่สองของสองเซ็นติเมตร อยู่ตรงไหนของไม้บรรทัดอย่างแท้จริง คุณอาจจะจิ้มเอาตรง 1 cm 4 mm แต่ถ้าซูมเข้าไปดู ก็จะเห็นว่าไม่ใช่ ต้องขยับไปอีกนิดนึงทางด้านขวา เป็น 1 cm กับ 4 mm กับอีก 142 um แต่ก็ยังไม่ใช่ อยู่ดีเพราะว่าต้องขยับไปด้านขวาอีกนิดนึงเป็น เป็น 1 cm 4 mm 142 um 136 nm แต่ก็ยังไม่ตรงอีกต้องขยับไปทางด้านซ้าย ต่อให้คุณทำอย่างนี้เป็นล้านๆ ครั้ง คุณก็ยังต้องทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด

ซึ่งเพราะว่ามันดูไม่สมเหตุสมผล เมื่อเทียบกับจำนวนเศษส่วน 1/2, 1/3 มันจึงถูกเรียกว่า จำนวนอตรรกยะ นั่นเอง ยังมีเลขอื่นๆ ที่เป็นจำนวนอตรรกยะ เช่น รากที่สองของสาม (_/3), e, pi, ค่า phi, ฯลฯ

"ใช้ประโยชน์อะไรในชีวิตประจำวันได้ไหม"

เบื้องต้นก็คงบอกว่าไม่มี ยกเว้นว่าจะทำงานเกี่ยวกับวิศวกรรม วิทยาศาสตร์ สถาปนิก หรือว่า คณิตศาสตร์

edit @ 30 Dec 2011 12:41:17 by Lighting Sun